|

iPhone 4 มาพร้อมรูปทรงแบบแท่งสี่เหลี่ยม ดีไซน์เรียบหรู ด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยทั้งหมดของ iPhone 4 ถูกบรรจุอยู่ระหว่างแผ่นแก้วอลูมิโนซิลิเกต (aluminosilicate glass) 2 แผ่น ซึ่งเป็นแก้วชนิดเดียวกันกับที่ใช้ในกระจกหน้าของเฮลิคอปเตอร์ และรถไฟความเร็วสูง โดยแก้วชนิดนี้ผ่านกระบวนการทางเคมี ทำให้มีความเหนียวเป็น 20 เท่า และแข็งแกร่งเป็น 30 เท่าของพลาสติก ส่งผลให้มีความคงทน และกันรอยขีดข่วนได้มากกว่าเคย ทั้งยังนำไปรีไซเคิลได้อีกด้วย


บริเวณขอบด้านข้างเครื่อง Stainless Steel band ของ iPhone 4 ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นจากอัลลอยที่ทาง Apple ผลิตขึ้นมาเอง จากนั้นผ่านกระบวนการหลอมเพื่อให้มีความแข็งแกร่งที่สูงกว่ามาตรฐานของโลหะทั่วไปถึง 5 เท่า ขอบดังกล่าวถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ เนื่องจากทำหน้าที่เป็นฐานให้กับชิ้นส่วนทุกชิ้นของ iPhone 4 ดังนั้นขอบที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ทำให้ได้โครงสร้างของเครื่องที่แข็งแกร่ง ในขณะเดียวกันก็บางและเบา ทำให้ได้ดีไซน์ที่สวยงาม นอกจากนี้มันยังทำหน้าที่เป็นเสาอากาศของ iPhone 4 อีกด้วย
iPhone 4 ยังมีจุดเด่นอยู่ที่ไจโรสโคปแบบ 3 แกน (three-axis gyroscope) เพราะเมื่อนำมาจับคู่กับเทคโนโลยีจับการเคลื่อนที่ (accelerometer) ทำให้ iPhone4 สามารถจับการเคลื่อนไหวในระดับสูงได้ อาทิ user acceleration, 3D attitude เต็มรูปแบบ และ rotation rate นั่นหมายความว่า สามารถจับการเคลื่อนไหว ได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น ทั้งยังถูกต้องแม่นยำ และด้วยหน้าจอแบบ Retina Display ทำให้ iPhone 4 เป็นโทรศัพท์ที่มีหน้าจอที่มีความละเอียดสูงสุดเท่าที่เคยมีมา บวกกับเทคโนโลยี IPS ยังช่วยให้ได้สี และค่าความเข้มที่ยอดเยี่ยมที่สุด ไม่ว่าจะมองจากมุมใด

Sim1…ใช้อุปกรณ์สำหรับเสียบเอา microSIM ออกเข้าไปในรูเพื่อดึงถาดใส่ microSIM ออกมา
Sim2…นำ microSIM วางในถาดใส่ microSIM ให้ตรงตามช่องในถาด
Sim3…นำถากที่ใส่ microSIM เสร็จเรียบร้อยใส่กลับเข้าในช่องให้สนิท

การใส่ SIM CARD
ช่องใส่ SIM Card ของเครื่อง iPhone 4 นั้นอยู่บริเวณด้านขวาข้างเครื่องโดยเป็นช่องรูปวงรี ให้ใช้อุปกรณ์สำหรับเสียบเอา microSIM ออก โดยอุปกรณ์ที่ว่านี้มีลักษณะคล้ายเข็มมาพร้อมกับอุปกรณ์ที่อยู่ในกล่องของเครื่อง iPhone 4 จากนั้นเสียบอุปกรณ์เช้าไปในรูเพื่อดึงถาดใส่ microSIM ออกมา สำหรับ SIM Card ของ iPhone 4 จะต่างกับ SIM Card ที่ใช้ใน iPhone รุ่นก่อนๆ โดยมีขนาดที่ย่อส่วนลงมาและเรียกว่า microSIM ทำให้มีพื้นที่ในตัวเครื่องมากขึ้นเพื่อเพิ่มแบตเตอรี่ขึ้นมานั่นเอง เมื่อดึงถาดใส microSIM ออกมาแล้วให้ microSIM วางลงในถาดและนำถาดใส่กลับเข้าไปในช่องให้สนิท ก่อนเปิดเครื่องเพื่อใช้งานต่อไป
การเปิด-ปิดเครื่อง
ปุ่ม Power ที่ใช้เปิดและปิดเครื่องรุ่นนี้อยู่บริเวณด้านขวาบนของเครื่อง โดยเป็นปุ่มรูปวางรีนูนขึ้นมาให้กดแล้วปล่อยมือ เครื่องจะเปิดขึ้นมาพร้อมรูปโลโก้ Apple จากนั้นรอสักครู่เครื่องจะทำการค้นหาสัญญาณเครือข่ายก่อนเข้าสู่หน้าหลัก เมื่อเปิดมาหน้าจอจะถูกล็อคไว้สามารถปลดล็อคหน้าจอได้โดยใช้นิ้วตุที่รูปไอคอนรูปลูกศรชี้แล้วลากนิ้วไปทางด้านขวาตามข้อความ Slide to unlock ก็จะปรากฏหน้าจอหลัก Home Screen พร้อมใช้งานขึ้นมา โดยหน้าจอหลักของเครื่อง มาพร้อมกับไอคอนเมนูโปรแกรมใช้งานต่างๆ โดยเรียงแถวละ 4 ไอคอนเมนูโปรแกรมรวม 4 แถว 16 เมนูต่อ 1 หน้าและสามารถเพิ่มไอคอนเมนูใช้งานต่างๆ ได้ถึง 11 หน้าด้วยกัน และด้วยระบบ Folder ของ iOS 4 จะทำให้ลงโปรแกรมได้จากเดิมประมาณ 190 โปรแกรม เพิ่มขึ้นเป็น 2,000 กว่าตัวกันเลยทีเดียว เพราะ 1 Folder สามารถใส่โปรแกรมได้ถึง 12 โปรแกรม วิธีการสร้าง Folder นั้นก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่กด icon ค้างเพื่อลากโปรแกรมไปทับอีกโปรแกรม มันก็จะรวมเป็น Folder เดียวกันและสามารถตั้งชื่อ Folder ได้ตามใจชอบ และถ้าหากมี Folder แล้ว ก็ลากโปรแกรมที่ต้องการเข้าไปได้เลย และใต้หน้าจอจะมีไอคอนเมนูหลัก 4 เมนูด้วยกันคือ Phone, Mail, Safari และ iPod
ปุ่มกดและความเหมาะมือ
สำหรับปุ่มกดใช้งานมีเฉพาะปุ่ม Home ซึ่งเป็นปุ่มรูปทรงวงกลมโค้งเว้าลงไปอยู่ตรงกลางใต้หน้าจอแสดงผล โดยเมื่ออยู่ในโหมดล็อคหน้าจอและกดปุ่มนี้จะเข้าโหมด iPod หรือเครื่องเล่นเพลง แต่ถ้าอยู่ในโหมดหน้าจอหลักพร้อมใช้งานแล้วกดปุ่มนี้ 1 ครั้งจะเข้าโหมด Search iPhone สำหรับค้นหาข้อมูลในเครื่อง กด 2 ครั้งจะเข้าโหมด Multitasking ด้านล่างของหน้าจอจะมีแถบขึ้นมาพร้อมแสดงแอบพลิเคชันที่เปิดค้างไว้อยู่เพื่อเป็นการเปลี่ยนโปรแกรมได้อย่างรวดเร็ว สามารถเลื่อนดูแอบพลิเคชันโดยการสไลด์ไปทางด้านขวาเรื่อยๆ และเมื่อใช้งานแอบพลิเคชันอยู่สามารถกลับมาที่หน้าจอหลักโดยกดที่ Home 1 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีปุ่มที่อยู่ด้านซ้ายข้างเครื่องอีก 3 ปุ่มคือปุ่มเลื่อนขึ้นลงเพื่อเปิดปิดเสียงใช้งาน กับปุ่มปรับเพิ่มลดระดับเสียง และด้านขวาบนเครื่องมีปุ่มสำหรับเปิดปิดเครื่อง ด้านความเหมาะมือนั้น iPhone 4 มีขนาดที่แตกต่างออกไปจาก iPhone 3Gs และมีส่วนคล้าย iPad ในเรื่องของวัสดุที่เป็นอลูมิเนียม ตัวเครื่อง iPhone 4 ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนบางที่สุดในโลกในขณะนี้ แต่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากรุ่นเก่าเล็กน้อย รวมทั้งการใช้สแตนเลสสตีลเข้ามาช่วยทำให้รอบๆ เครื่องดูแน่นขึ้นเหลี่ยมขึ้นแตกต่างจากรุ่นเก่าๆ ที่จับแล้วโค้งๆ ซึ่งให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันมากพอสมควร
เมนูการใช้งาน
เมนูใช้งานหลักของ iPhone 4 แสดงผลเป็นรูปไอคอนพร้อมชื่อประกอบใต้เมนู โดยเมนูหลักนี้จะรวมกับเมนูแอบพลิเคชันต่างที่ดาวน์โหลดมาติดตั้งลงในเครื่อง ซึ่งเมนูหลักของเครื่อง iPhone 4 มีดังนี้
- Phone เมนูใช้งานโทรศัพท์สำหรับโทรออก เพิ่มรายชื่อคนโปรด ดูข้อมูลการโทร ดูรายชื่อ และเช็คข้อความเสียงได้
- Mail เมนูสำหรับรับส่งอีเมล์ ที่รวมอีเมล์จากทุก Account ในที่เดียว
- Safari เมนูโปรแกรม Safari Web Browser สำหรับใช้งานอินเทอร์เน็ตจาก Apple
- iPod เมนูโปรแกรมเครื่องเล่นเพลงและวิดีโอ
- Messages เมนูสำหรับรับส่งข้อความ SMS และ MMS
- Calendar เมนูปฏิทินสำหรับตั้งบันทึกนัดหมายไว้เตือนความจำ
- Photos เมนูแกลอรี่อัลบั้มภาพที่ถ่ายจากกล้องดิจิทัล และดาวน์โหลดมา
- Camera เมนูกล้องดิจิทัล
- YouTube เมนูสำหรับดูคลิปวิดีโอผ่านเว็บไซต์ YouTube.com
- Stocks เมนูโปรแกรมเช็คดูหุ้น
- Maps เมนูโปรแกรมแผนที่ Google Maps
- Weather เมนูโปรแกรมเช็คสภาพภูมิอากาศ
- Notes เมนูบันทึกข้อความ
- Clock เมนูนาฬิกาสำหรับเทียบเวลาเมืองต่างๆ ตั้งปลุก จับเวลา และนับเวลาถอยหลัง
- Calculator เมนูเครื่องคิดเลข
- Compass เมนูโปรแกรมเข็มทิศดิจิทัล
- Voice Memos เมนูเครื่องบันทึกเสียง
- iTunes เมนูเข้าสู่ร้านค้าขายความบันเทิงระบบดิจิทัล
- App Store เมนูเข้าสู่ร้านค้าแอบพลิเคชันออนไลน์ที่มีแอบพลิเคชันให้ดาวน์โหลดมากมาย
- Settings เมนูตั้งค่าการใช้งานต่างๆ ของเครื่อง
- Contacts เมนูสมุดโทรศัพท์สำหรับค้นหารายชื่อ และเพิ่มรายชื่อผู้ติดต่อใหม่


ด้านการโทร
เริ่มที่การใช้งานโทรศัพท์เพื่อโทรออกให้ใช้นิ้วแตะเลือกที่เมนู Phone บนหน้าจอ ซึ่งมาพร้อมกับแผงปุ่มกดตัวเลขเสมือนสำหรับกดโทรออก โดยเลือก Call สำหรับโทรออกปกติ แต่ถ้าต้องการโทรออกแบบ FaceTime ซึ่งเป็นการสนทนาแบบเห็นหน้า Video Call ผ่านเครือข่าย Wi-Fi รวมถึงใช้งานได้เฉพาะ iPhone 4 และ iPod Touch Gen 4 เท่านั้น แต่ใช้งานได้ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งระบบ FaceTime นั้นผนวกเข้ากับรายชื่อดังนั้นสามารถโทรผ่านเบอร์มือถือได้ทันที รวมถึงสามารถโทรผ่านการใช้อีเมล์ที่ลงทะเบียนกับ FaceTime ได้ ซึ่งเป็นทางหลักสำหรับ iPod Touch Gen 4 ทำให้สะดวกต่อการใช้งานเป็นอย่างมาก และสามารถ Add FaceTime Contact ไว้ใน Favorites ได้ทันที
นอกจากนี้ในโหมด Phone ยังมีเมนูใช้งานอีก 4 เมนูด้วยกันคือ Favorites สำหรับตั้งเบอร์คนโปรด, Recents แสดงข้อมูลการโทร, Contacts ค้นหารายชื่อ และเพิ่มรายชื่อผู้ติดต่อใหม่ และ Voice mail เช็คข้อความเสียง ส่วนการตั้งค่าที่เกี่ยวกับการโทรนั้น ทำได้โดยเข้าไปที่เมนู Settings>Phone สามารถเปิดปิดการใช้งาน FaceTime ตั้งค่าการโทรอื่นๆ ได้แก่ การโอนสาย พักสาย และแสดงหมายเลขโทรของฉัน และตั้งค่าใส่รหัส PIN ของซิม
ด้านการรับ-ส่งข้อความ
การรับส่งข้อความรองรับข้อความแบบ SMS และ MMS สามารถแนบไฟล์ภาพหรือวิดีโอพร้อมกับข้อความได้ มีตัวนับตัวอักษรซึ่งจะอยู่ด้านข้างกล่องข้อความ สามารถเข้าไปเปิด/ปิดฟังก์ชันนี้ในเมนู Setting ของ Messaging แสดงผลข้อความในรูปแบบการสนทนา สามารถส่ง SMS ได้ครั้งละหลายคน รวมถึงใส่หัวเรื่องได้ง่าย นอกจากนี้ยังเพิ่มฟังก์ชันค้นหา SMS ได้ง่ายๆ ด้วยช่อง Search ด้านบน ส่วนการส่ง MMS นั้น สามารถส่งได้ทั้ง VCards, ไฟล์เสียง, Location Data และไฟล์วิดีโอได้ และการรับส่งอีเมล์ รองรับการรวมอีเมล์จากทุก Account ในที่เดียว รวมทั้งเพิ่มระบบ Conversation E-mail เข้ามา ซึ่งจะเห็น E-mail ที่โต้ตอบกันเป็นแบบการสนทนา และเพิ่มความสามารถ Quick look เข้าไปเพื่อเปิดอ่านไฟล์ Attachment ในโปรแกรม Third-party อื่นๆได้
ด้านมัลติมีเดีย
เริ่มจากการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิทัลระดับ 5.0 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED และใช้ Back illuminated CMOS sensor เพื่อตัด noise รบกวนการถ่ายภาพทั้งหมดออกไปด้วย สามารถเลือกจุดโฟกัสด้วยระบบ Tap to focus ๆได้ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ โดยภาพนิ่งถ่ายได้ที่ความละเอียดสูงสุด 2592 x 1944 พิกเซล ซูมดิจิทัล ตั้งค่าเปิด/ปิดแฟลชอัตโนมัติ มีระบบการถ่ายภาพแบบ HDR (High dynamic range) เพื่อช่วยให้การถ่ายภาพได้ภาพที่สมจริงและคมชัดยิ่งขึ้น และมีระบบแนบตำแหน่งบนแผนที่ไปกับภาพถ่ายและวิดีโอ (Photo and video geotagging)
ส่วนโหมดวิดีโอนั้น บันทึกพร้อมเสียง โดยบันทึกวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุด HD 720p (1280 x 720 พิกเซล) ที่อัตรา 30 เฟรมต่อวินาที บันทึกพร้อมเสียงได้นานจนกว่าหน่วยความจำจะเต็ม ในรูปแบบไฟล์วิดีโอ .MOV สามารถเปิด Flash เพื่อให้ถ่ายได้สว่างขึ้นรวมถึง Tap to Focus ในโหมดวีดีโอได้ และเมื่อบันทึกวีดีโอเสร็จ สามารถเปิดดู พร้อมทั้งส่งไฟล์วิดีโอ Video ผ่าน MMS หรืออัปโหลด Upload ขึ้น YouTube ได้ทันที นอกจากนี้ยังมีกล้องดิจิทัลอีกตัวหนึ่งด้านหน้าเครื่องความละเอียดระดับ VGA สำหรับใช้งานสนทนาแบบวิดีโอคอลล์ในฟังก์ชัน FaceTime ผ่านเครือข่าย Wi-Fi
ส่วนคุณสมบัติมัลติมีเดียอื่นๆ ก็มีโปรแกรม iPod ที่รองรับการเล่นเพลง และวิดีโอ โดยมีระบบ Playlists ค้นหาเพลงจากชื่อศิลปิน หรือชื่อเพลง และระบบเล่นเพลงสุ่ม โดยรองรับไฟล์เพลงในรูปแบบ AAC (8 to 320 Kbps), Protected AAC (from iTunes Store), HE-AAC, MP3 (8 to 320 Kbps), MP3 VBR, Audible (formats 2, 3, 4, Audible Enhanced Audio, AAX, and AAX+), Apple Lossless, AIFF, และ WAV ส่วนวิดีโอนั้นรองรับไฟล์วิดีโอในรูปแบบ AVI, mkv, DivX และ XviD พร้อมทั้งมีโปรแกรม iTunes ร้านค้าเพลงและวิดีโอออนไลน์, โปรแกรม Photos สำหรับเปิดดูไฟล์ภาพ และวิดีโอที่ถ่ายจากล้องดิจิทัล และดาวน์โหลดมา สามารถย่อขยายภาพด้วยระบบ Multi-touch ได้
ด้านการเชื่อมต่อ
เริ่มที่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ใช้งานผ่าน Safari Web Browser ที่ท่องอินเทอร์เน็ตได้ทั้ง WWW และ WAP ผ่านเครือข่าย GPRS/EDGE Class 10, Wi-Fi 802.11 b/g/n และเครือข่ายความเร็วสูง HSDPA 7.2 Mbps, HSUPA 5.76 Mbps ในเครือข่าย 3G ได้ พร้อมจัดเก็บ Bookmark, เพิ่มเป็นไอคอนที่หน้าจอ Home Screen, ส่งลิงค์ผ่านทางเมล์ได้, สามารถเปิดเว็บได้ 8 หน้าต่างพร้อมกัน รวมทั้งเลือกคัดลอกข้อความบนหน้าเพจเพื่อนำไปใช้กับโปรแกรมอื่นก็ได้ และตัว Browser ยังเพิ่มระบบ Google Suggestions และ Bookmark Suggestions มาให้เวลาพิมพ์อะไรใน Address bar มันก็จะเป็นการค้นหาจาก Google หรือ Bookmark ของเราโดยอัตโนมัติ ยังรวมไปถึงแสดง History อีกด้วย
ส่วนการเชื่อมต่อนั้นทำได้ทั้งแบบไร้สายผ่านทาง Bluetooth 2.1 with A2DP และ Wi-Fi 802.11 b/g/n กับผ่านทางสายดาต้าลิงค์แบบ microUSB และมีช่องเสียบชุดหูฟังขนาด 3.5 มม, ซึ่งการโอนถ่ายข้อมูลต้องทำผ่านโปรแกรม iTunes กับเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นหลักพร้อมทั้งมีระบบ Internet Tethering สำหรับแชร์อินเทอร์เน็ตผ่าน USB และ Bluetooth นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบ GPS พร้อมฟังก์ชัน A-GPS และโปรแกรมเข็มทิศดิจิทัล และสำหรับ CPU ใช้ของ Apple A4 ที่มีความเร็วในการประมวลผล 1 GHz และหน่วยความจำเครื่องมีขนาดให้เลือกทั้ง 16 GB และ 32 GB


การทดสอบฟังก์ชั่นพิเศษในเครื่อง
ในส่วนของการทดสอบฟังก์ชันพิเศษในเครื่อง iPhone 4 ได้ทำการทดสอบถ่ายภาพจากกล้องดิจิทัลความละเอียด 5.0 ล้านพิกเซล ขนาดของภาพ 2592 x 1944 พิกเซล เริ่มจากการถ่ายภาพนิ่งโดยเลือกโหมด HDR และระบบ Touch to focus โดยถ่ายในระยะใกล้ที่สุดในการ Focus กับวัตถุที่ถ่ายประมาณ 0.7 เมตร ผลปรากฏว่าภาพที่ถ่ายออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ส่วนการถ่ายวิดีโอนั้น ได้ทำการทดสอบโดยบันทึกพร้อมเสียงได้ในระดับ HD 720P@30fps ผลจากการทดสอบปรากฏว่าความสามารถในการบันทึกวิดีโออยู่ในระดับดีมากเช่นเดียวกัน ภาพวิดีโอที่ออกมาสามารถเล่นได้ไม่สะดุด ไหลลื่น และไม่มีอาการกระตุกให้เห็น
ระยะเวลาในการเปิดเครื่อง
แบตเตอรี่ที่ใช้ในเครื่องรุ่นนี้เป็นแบบ Li-ion ความจุ 1,420 mAh ตามสเปกที่ให้มาระบุว่าสามารถเปิดเครื่องรอรับสายได้นานสูงสุด 300 ชั่วโมง สนทนาได้นานต่อเนื่องสูงสุด 14 ชั่วโมง ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้นานสูงสุดผ่าน 3G 6 ชั่วโมง และ Wi-Fi 10 ชั่วโมง ชมวิดีโอได้นานต่อเนื่อง 10 ชั่วโมง และฟังเพลงได้นานต่อเนื่อง 40 ชั่วโมง หลังทดสอบทั้งการใช้งานโปรแกรมต่างๆ ของเครื่อง อินเทอร์เน็ต รวมถึงดูหนังฟังเพลง ถ่ายภาพ และใช้งานสนทนา ปรากฏว่าใช้งานได้เพียง 1 วันเท่านั้น เนื่องจากหน้าจอที่มีขนาดใหญ่ มีความละเอียดสูง และตัวเครื่องออกแบบสำหรับการใช้งานด้านอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ดังนั้นจึงมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา และถ้าหากมีการเปิดใช้งานในเครือข่าย 3G พร้อมกับเปิด Wi-Fi ควบคู่กันไปด้วยแล้วอาจจะทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วขึ้นกว่าการใช้งานปกติได้
อุปกรณ์เสริม
สำหรับชุดอุปกรณ์ที่มีอยู่ในกล่องประกอบด้วยตัวเครื่อง iPhone 4 พร้อมแบตเตอรี่แบบ Li-ion Built-in ความจุ 1,420 mAh, ชุดหูฟังพร้อมรีโมตควบคุมและไมค์ (ควบคุมความดังเสียงได้), Apple Dock Connector สายสำหรับต่อเครื่องเข้ากับคอมพิวเตอร์, 5W Adaptor สำหรับชาร์จ, อุปกรณ์สำหรับเสียบเอา MicroSIM Card ออก และคู่มือการใช้งานเบื้องต้น
นอกจากดีไซน์ที่ดูสวยหรูของ iPhone 4 แล้วจุดเด่นที่ทำให้ iPhone 4 กลายเป็นสุดยอดสมาร์ทโฟนที่ทุกคนต้องการมากที่สุดในขณะนี้ก็คือหน้าจอ Retina Display ที่มีความคมชัดสูง พร้อมทั้งมีฟังก์ชัน FaceTime ที่คุยแบบเห็นหน้าผ่าน Wi-Fi โดยไม่ต้องเสียเงิน รวมทั้งรองรับระบบ Mulitasking ติดตั้งกล้องดิจิทัลระดับ 5 ล้านพิกเซลพร้อมไฟแฟลช LED บันทึกวิดีโอได้ในระดับ HD และสามารถลงแอบพลิเคชันใช้งานต่างๆ ได้มากมายผ่านทาง App Store ได้อีกด้วย
อ่านเพิ่มเติมได้ในนิตยสาร First Mobile Vol. 106 ... |