|

ประสบความสำเร็จกับ Samsung Galaxy Tab แท็บเล็ตรุ่นแรกของ Samsung ในปีที่ผ่านมา มาปีนี้ Samsung ได้รุกตลาดแท็บเล็ตอย่างเต็มตัวด้วยการส่งแท็บเล็ต 2 รุ่นใหม่ในตระกูล Galaxy Tab ออกมาโดยมีชื่อรุ่นว่า Samsung Galaxy Tab 8.9 และ Samsung Galaxy Tab 10.1 ซึ่งตั้งชื่อรุ่นตามขนาดของหน้าจอ โดยมาพร้อมระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุดที่ออกมาเพื่อแท็บเล็ตโดยเฉพาะนั่นคือ Android 3.0 Honeycomb พร้อมอัดแน่นด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครันเหนือกว่า Samsung Galaxy Tab รุ่นแรก และแท็บเล็ตของค่ายอื่นๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ และสำหรับรุ่นที่นำมาจำหน่ายในบ้านเราคือ Samsung Galaxy Tab 10.1


Samsung Galaxy Tab 10.1 มาพร้อมกับรูปทรงแบบ Card Bar ขนาดใหญ่ โดดเด่นด้วยหน้าจอทัชสกรีนขนาด 10.1 นิ้ว บางเฉียบเพียง 8.6 มิลลิเมตร และน้ำหนัก 595 กรัม ด้วยการออกแบบดีไซน์ที่ดูเรียบหรูเน้นที่ความบางของเครื่องเป็นหลัก รูปลักษณ์ทั่วไปโดยตั้งเครื่องในแนวนอนเริ่มจากด้านหน้าเครื่องตั้งแต่ด้านบนลงมาตรงกลางมีเลนส์กล้องดิจิทัลใช้งานวิดีโอคอลล์ ถัดลงเป็นหน้าจอแสดงผลจอสีระบบสัมผัสแบบ Capacitive ขนาด 10.1 นิ้วรองรับระบบ Multi-Touch และมีเซ็นเซอร์ปรับรับแสง และระบบ gyroscope ช่วยให้หมุนหน้าจอได้อัตโนมัติตามการถือจับใช้งาน
พลิกมาด้านหลังเครื่องจะเห็นเเลนส์กล้องดิจิทัลพร้อมไฟแฟลช LED อยู่ตรงกลางด้านบน ถัดลงมาตรงตรงกลางมีตัวอักษร SAMSUNG แบบปั้มนูน ส่วนด้านข้างเครื่องทั้ง 2 ด้านนั้นมีช่องลำโพงแบบคู่ Stereo Surround โดยด้านซ้ายมีช่องสำหรับใส่ SIM Card และด้านขวามีช่องเสียบชุดหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มม. และปุ่มสำหรับเปิดปิดเครื่อง ส่วนด้านบนเครื่องตรงกลางมีช่องเสียบสายชาร์จไฟ และสายดาต้าลิงค์รวมอยู่ในช่องเดียวกันแบบ Port 30 Pin แบบเดียวกับ Samsung Galaxy Tab รุ่นแรก และด้านท้ายมีช่องไมโครโฟน และปุ่มปรับเพิ่มลดระดับเสียง

การเปิด-ปิดเครื่อง
ปุ่ม Power สำหรับเปิด-ปิดเครื่องรุ่นนี้อยู่บริเวณด้านขวาข้างเครื่องพร้อมสัญลักษณ์วงกลมขีดกลาง ให้กดแล้วปล่อยมือ เครื่องจะเปิดขึ้นมาพร้อมชื่อรุ่น Samsung GALAXY Tab 10.1 และตัวอักษร SAMSUNG ตามด้วยภาพกราฟิกแอนิเมชัน SAMSUNG และเสียงประกอบ จากนั้นเครื่องจะทำการค้นหาสัญญาณเครือข่าย ก่อนที่จะเข้าสู่หน้าจอหลักพร้อมใช้งาน เมื่อเปิดเครื่องมา หน้าจอ Home Screen จะถูกล็อคไว้สามารถปลดล็อคหน้าจอได้โดยใช้นิ้วแตะที่ไอคอยรูปแม่กุญแจบนหน้าจอแล้วเลื่อนไปทางด้านขวา ก็จะปรากฏหน้าจอหลัก Home Screen พร้อมใช้งานขึ้นมา โดยหน้าจอหลักของเครื่อง มาพร้อมกับอินเทอร์เฟส TouchWiz 4.0 UX UI ครอบบนระบบปฏิบัติการ Android 3.0 (Honeycomb) เวอร์ชันสำหรับแอนดรอยด์แท็บเล็ตโดยเฉพาะ ในหน้าจอหลัก Home Screen เราสามารถเลือกและกำหนดค่าต่างๆ ที่ต้องการแสดงบนหน้าจอผ่าน Widget, App Shortcut และ Wallpaper ได้ และยังเป็นส่วนที่แสดงช่องการค้นหาข้อมูลต่างๆ ในเครื่อง เช่น Apps, Contacts, Media File, Web Content และอื่นๆโดยจะมีพื้นที่บนหน้าจอ Home Screen ไว้สำหรับวางไอคอนและ Widget ต่างๆ ทั้งหมด 5 หน้าด้วยกัน โดยผู้ใช้สามารถแตะนิ้วบนหน้าจอแล้วลากไปด้านข้างก็จะปรากฏหน้าจอด้านถัดไปออกมา และด้านล่างสุดของหน้าจอด้านซ้ายมีไอคอนเมนูต่างๆ 3 เมนู ได้แก่ ย้อนกลับไปเมนุก่อนหน้านี้, Home และโปรแกรมที่เปิดล่าสุด (Recent Apps) ส่วนด้านขวาเป็นส่วนของนาฬิกา สัญลักษณ์แสดงระดับสัญญาณเครือข่าย สัญลักษณ์แสดงระดับแบตเตอรี่ และเมื่อแตะที่ส่วนจะแสดงสถานะการใช้งานต่างๆ ขึ้นมา
ปุ่มกดและความเหมาะมือ
สำหรับปุ่มกดใช้งานมีเฉพาะปุ่มสำหรับเปิดปิดเครื่องที่อยู่ด้านขวาบนเครื่อง เมื่อเปิดเครื่องแล้วกดที่ปุ่มที่สามารถใช้งานได้ 3 คำสั่งคือ ปิดเสียง ใช้งานบนเครื่องบิน และปิดเครื่อง และปุ่มสำหรับปรับเพิ่มลดระดับเสียงที่อยู่บริเวณด้านขวาบนข้างเครื่อง ส่วนแผงปุ่มกดตัวเลขและตัวอักษรนั้นจะเป็นแบบ Visual Keyboard หรือแผงปุ่มกดเสมือนใช้งานบนหน้าจอแบบสัมผัส ด้านความเหมาะมือนั้นแม้ว่าตัวเครื่องจะมีขนาดที่ใหญ่ แต่ด้วยความบางเพียง 8.6 มิลลิเมตร และน้ำหนัก 595 กรัม เมื่อเทียบกับ iPad 2 แล้วถือว่าบางและเบากว่าโดย iPad 2 มีความบาง 8.8 มิลลิมเตร และน้ำหนักุ 601 กรัม ทำให้ Samsung Galaxy Tab 10.1 เหนือกว่า iPad 2 ในจุดนี้ แต่สำหรับการถือจับใช้งานอาจไม่ถนัดเท่า Samsung Galaxy Tab รุ่นแรกเนื่องจากหน้าจอที่มีขนาดใหญ่ขึ้น จึงไม่สามารถถือจับใช้งานด้วยมือข้างเดียวได้
เมนูการใช้งาน
วิธีเข้าเมนูหลักของเครื่อง Samsung Galaxy Tab 10.1 ทำได้โดยใช้นิ้วแตะที่ไอคอน Apps ที่อยู่ด้านขวาบนของหน้าจอ หน้าจอเมนูหลักก็จะแสดงขึ้นมา ซึ่งหน้าตาเมนูการใช้งานของเครื่องรุ่นนี้แสดงผลเป็นรูปไอคอนพร้อมชื่อประกอบเรียงกันแถวละ 5 เมนูด้วยกัน โดยรวมแอพลิเคชั่นและเกมที่ดาวน์โหลดมาด้วย จึงขอแนะนำเฉพาะเมนูหลักๆ ของเครื่องซึ่งมีดังนี้
- Books เมนูโปรแกรมอ่านไฟล์เอกสารอีบุ๊ค
- Browser เมนูใช้งานอินเทอร์เน็ตด้วยเว็บบราวเซอร์
- Calculator เมนูโปรแกรมเครื่องคิดเลข
- Calendar เมนูปฏิทินออนไลน์ผ่าน Google Calendar สำหรับสร้างกำหนดการนัดหมายต่างๆ เพื่อช่วยเตือนความจำ
- Camera เมนูใช้งานกล้องดิจิทัลสำหรับถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอ
- Clock เมนูนาฬิกาปลุกสำหรับตั้งปลุกเตือน
- Contacts เมนูสำหรับค้นหา และเพิ่มรายชื่อผู้ตืดต่อใหม่
- Downloads เมนูสำหรับเช็คดูโปรแกรมที่ดาวน์โหลดมาติดตั้งในเครื่องเพื่อใช้งานต่างๆ
- Email เมนูสำหรับรับส่งข้อความอีเมล์ และใช้อ่านอีเมล์จาก Hotmail หรือ Yahoo ที่ผู้ใช้มีบัญชีอยู่
- Gallery เมนูแกลอรี่สำหรับดูไฟล์ภาพ และไฟล์วิดีโอ
- Gmail เมนูใช้งานเชื่อมต่อกับ Google Mail เพื่อสมัครใช้งาน รับ และเช็คเมล์ที่ส่งมาได้
- Google Search เมนูเข้าสู่ฟังก์ชันค้นหาข้อมูลผ่านเว็บ Google.com
- Latitude เมนูโปรแกรมระบุตำแหน่งผู้ใช้บนโปรแกรมแผนที่ Google Maps
- Maps เมนูใช้งานโปรแกรมแผนที่ Google Maps
- Market เมนูสำหรับดาวน์โหลดโปรแกรมต่างๆ จากร้านค้าแอบพลิเคชันออนไลน์ Android Market มาใช้งานบนเครื่อง
- Music เมนูเครื่องเล่นเพลงดิจิทัล
- Navigation เมนูโปรแกรมนำทางด้วยดาวเทียม GPS ใช้คู่กับโปรแกรมแผนที่ Google Maps
- Phone เมนูใช้งานโทรศัพท์
- Places เมนูสำหรับเช็คดู POI ของสถานที่สำคัญๆ มีทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ บาร์ เป็นต้น
- Settings เมนูตั้งค่าใช้งานต่างๆ ของเครื่อง
- Talk เมนูใช้งานโปรแกรมสนทนาแบบแชท Google talk
- Voice Search เมนูใช้งานคำสั่งเสียงสำหรับค้นหาข้อมูลผ่าน Google Search
- YouTube เมนูสำหรับดูคลิปวิดีโอผ่านเว็บไซต์ YouTube.com


ด้านการโทร
เริ่มที่การใช้งานโทรศัพท์เพื่อโทรออกให้ใช้นิ้วแตะเลือกที่ไอคอนเมนู Phone บนหน้าจอ ซึ่งมาพร้อมกับแผงปุ่มกดตัวเลขเสมือนสำหรับกดโทรออกได้ทันที และการสนทนานั้นสามารถสนทนาผ่านตัวเครื่องโดยผ่าน Speaker (ลำโพงเครื่อง) หรือผ่านทางชุดหูฟังแบบปกติ และชุดหูฟังแบบบลูทูธก็ได้ นอกจากนี้ที่ด้านบนยังมีแถบเมนู Call log สำหรับดูข้อมูลการใช้งานโทรต่างๆ, แถบเมนู Contacts สำหรับค้นหารายชื่อ และเพิ่มรายชื่อผู้ติดต่อใหม่, แถบ Groups สำหรับตั้งกลุ่มการโทร และแถบ Favorites ใช้กำหนดรายชื่อโปรดที่ผู้ใช้ต้องการ และแสดงรายชื่อของผู้ที่โทรบ่อยมากที่สุด
สำหรับการตั้งค่าที่เกี่ยวกับการโทรนั้น ทำได้โดยเข้าไปที่เมนู Settings>Call Settings สามารถจัดการหมายเลขโทรศัพท์ถาวร ตั้งค่าบริการข้อความเสียง ตั้งค่าเบอร์ศูนย์บริการข้อความเสียง และตั้งค่าการโทรอื่นๆ ได้แก่ การโอนสาย จัดการโหมดการรับสาย, แสดง ID ผู้โทร และการรับสายซ้อน ส่วนการตั้งค่าเครือข่ายอยู่ในเมนู Settings>Wireless & networks>Mobile networks ซึ่งรองรับการใช้งานในเครือข่ายแบบครบวงจรทั้ง 3G HSDPA 850/900/1900/2100 MHz และ 2G GSM 850/900/1800/1900 MHz รวมถึงสามารถตั้งค่าใช้งานเฉพาะเครือข่าย 2G เพื่อประหยัดแบตเตอรี่ได้
ด้านการรับ-ส่งข้อความ
การรับส่งข้อความรองรับข้อความแบบ SMS และ MMS โดยสามารถแนบไฟล์มัลติมีเดียต่างๆ แนบรายชื่อใน Contacts นัดหมายในปฏิทิน และบันทึกย่อไปพร้อมกับข้อความได้ พร้อมรองรับเทคโนโลยี Swype ซึ่งเป็นวิธีการป้อนข้อความบนหน้าจอที่รวดเร็วและง่ายขึ้น โดยใช้นิ้วลากไปมาบนแป้นพิมพ์หน้าจอ ส่วนการรับอีเมล์นั้นรองรับได้หลาย Account โดยสามารถ Sync เข้ากับ Exchange E-Mail และ Mail Server อื่นๆ ได้ โดยวิธีตั้งค่าเพื่อใช้งานอีเมล์นั้น ทำได้ง่ายเพียงแค่พิมพ์ชื่ออีเมล์แอดเดรส และใส่พาร์ดเวิร์ด แล้วทำการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็ใช้งานได้ทันที พร้อมทั้งรองรับ Push mail นอกจากนี้ยังสามารถใช้งาน Gmail ซึ่งมาพร้อมกับ Google Mobile Service อีกด้วย
ด้านมัลติมีเดีย
เริ่มจากการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิทัลระดับ 3.2 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED และระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ เลือกโหมดถ่ายได้ทั้ง Camera และ Camcorder โดยภาพนิ่งเลือกความละเอียดสูงสุด 2048 x 1536 พิกเซล เลือกโหมดเปิดปิดแฟลชอัตโนมัติ ปรับสมดุลแสงสีขาว เลือกเอฟเฟกต์สี เลือกโหมดฉากได้ 11 แบบคือ Auto, Action, Portrait, Landscape, Night, Beach, Snow, Sunset, Fireworks, Party และ Candlelight พร้อมตั้งค่า แนบพิกัดตำแหน่ง GPS ไปพร้อมกับภาพ, เลือกโฟกัสโหมดได้ 3 แบบคือ Macro, Infinity และ Auto, ปรับค่ารับแสง และเลือกคุณภาพได้ 3 ระดับคือ Normal, Fine และ Super fine
ส่วนโหมดวิดีโอนั้น บันทึกพร้อมเสียง โดยบันทึกวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุด 720p HD Video พร้อมเลือกโหมดบันทึกได้ 4 แบบคือ High คุณภาพสูง, Low คุณภาพต่ำ, MMS (Low, 30s) สำหรับแนบไปพร้อมข้อความ MMS และ YouTube (High, 15m) สำหรับอัปโหลดเข้าเว็บ YouTube และเมื่อถ่ายภาพหรือบันทึกวีดีโอเสร็จ สามารถเปิดดูได้ทันที พร้อมทั้งสามารถแชร์ไฟล์ภาพผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางบลูทูธ ข้อความ และทางเว็บสังคมออนไลน์ต่างๆ สามารถตั้งเป็นภาพประกอบรายชื่อ และภาพพื้นหลังได้ นอกจากนี้ยังมีกล้องดิจิทัลอีกตัวหนึ่งด้านหน้าเครื่องความละเอียดระดับ 2.0 ล้านพิกเซล สำหรับใช้งานสนทนาแบบวิดีโอคอลล์ในเครือข่าย 3G
ส่วนคุณสมบัติมัลติมีเดียอื่นๆ ก็มีโปรแกรม Music Player เครื่องเล่นเพลงดิจิทัล โดยรองรับไฟล์เพลงในรูปแบบ MP3, AAC, AAC+, eAAC+, OGG, MIDI, AMR-NB/WB สามารถค้นหาเพลงที่อยู่ในการ์ดหน่วยความจำได้จากการเลือกอัลบั้ม, ศิลปิน, ชื่อเพลง Playlists และประเภทของเพลง พร้อมโชว์ภาพอัลบั้มปกของศิลปิน (ถ้ามี) โดยรับฟังผ่านลำโพงเครื่องแบบ Stereo Surround รวมทั้งสามารถดูไฟล์ภาพ และวิดีโอได้ในเมนู Gallery โดยภาพนิ่งสามารถใช้นิ้วแตะย่อขยายแบบ Multi-touch และดูภาพนิ่งในแบบสไลด์โชว์ได้ ส่วนวิดีโอรองรับการเล่นไฟล์วิดีโอในรูปแบบไฟล์ DivX, Xvid, MP4, H.263, H.264 ในรูปแบบ 1080p Full HD Video ที่อัตรา 30 fps
ด้านการเชื่อมต่อ
เริ่มที่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ใช้งานผ่าน Android Browser ที่ท่องอินเทอร์เน็ตได้ทั้ง WWW และ WAP ผ่านเครือข่าย GPRS/EDGE Class 12, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n และเครือข่ายความเร็วสูง HSDPA 21 Mbps ในเครือข่าย 3G ได้ พร้อมจัดเก็บ Bookmark เว็บที่น่าสนใจ สามารถเปิดเว็บได้สูงสุด 16 หน้าต่างพร้อมกันโดยสามารถสลับไปมาระหว่างหน้าเว็บที่เปิดอยู่ได้ รวมทั้งค้นหาข้อความที่อยู่ในหน้าเพจได้ เลือกคัดลอกข้อความบนหน้าเพจเพื่อนำไปใช้กับโปรแกรมอื่นก็ได้ เป็นต้น ที่พิเศษคือรองรับโปรแกรม Adobe Flash 10.2 และสามารถเชื่อมต่อสังคมออนไลน์ทั้ง Facebook และ Twitter และดูคลิปวิดีโอผ่าน YouTube ได้
ส่วนการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ นั้นทำได้ทั้งแบบไร้สายผ่านทาง Bluetooth 3.0 with A2DP ที่มีความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลใหญ่ๆ และ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n กับผ่านทางสายดาต้าลิงค์แบบ microUSB, สาย TV Out รองรับ HDMI และมีช่องเสียบชุดหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มม, นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบ GPS พร้อมฟังก์ชัน A-GPS และโปรแกรมเข็มทิศดิจิทัล และสำหรับ CPU เป็นแบบ Dual-Core Cortex A9 ที่มีความเร็วในการประมวลผล 1 GHz พร้อมใช้การ์ดจอของ NVIDIA Tegra 2 ที่ให้ภาพที่คมชัดสูง และหน่วยความจำเครื่องมีขนาดให้เลือกทั้ง 16/32/64 GB แต่ที่นำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรามีเฉพาะรุ่น 16 GB เท่านั้น แต่สามารถเพิ่มได้ด้วย microSD Card โดยรองรับได้สูงสุด 32 GB


การทดสอบฟังก์ชั่นพิเศษในเครื่อง
ในส่วนของการทดสอบฟังก์ชันพิเศษในเครื่อง Samsung Galaxy Tab 10.1 ได้ทำการทดสอบถ่ายภาพจากกล้องดิจิทัลความละเอียด 3.2 ล้านพิกเซล เริ่มจากการถ่ายภาพนิ่งในโหมดฉาก Auto เลือก Focus mode แบบ Auto Focus คุณภาพของภาพที่ระดับ Superfine และเลือกขนาดของภาพสูงสุด 2048 x 1536 พิกเซล โดยถ่ายในระยะใกล้ที่สุดในการ Focus กับวัตถุที่ถ่ายประมาณ 0.7 เมตร ส่วนการถ่ายภาพทั่วไปโดยรวมแล้วภาพที่ถ่ายมาอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนการถ่ายวิดีโอนั้น ได้ทำการทดสอบโดยเลือกขนาดของภาพสูงสุด High 720p HD Video และเลือกคุณภาพในการบันทึกวิดีโอในระดับ High ผลจากการทดสอบปรากฏว่าความสามารถในการบันทึกวิดีโออยู่ในระดับดีเช่นเดียวกัน ภาพที่ออมาไหลลื่น และไม่มีอาการกระตุกให้เห็น
ระยะเวลาในการเปิดเครื่อง
แบตเตอรี่ที่ใช้ในเครื่องรุ่นนี้เป็นแบบ Li-Polymer ความจุ 6,800 mAh สามารถเปิดใช้งานได้นานต่อเนื่องสูงสุด 10 ชั่วโมง หลังทดสอบทั้งการใช้งานโปรแกรมต่างๆ ของเครื่อง อินเทอร์เน็ต รวมถึงดูหนังฟังเพลง ถ่ายภาพ และใช้งานสนทนา ปรากฏว่าใช้งานได้ประมาณ 1-2 วัน เนื่องจากหน้าจอที่มีขนาดใหญ่ และมีความละเอียดสูง ทำให้ต้องใช้พลังงานสูงตามไปด้วย และระบบปฏิบัติการ Android 3.0 Honeycomb นั้นออกแบบสำหรับการใช้งานด้านอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ดังนั้นระบบปฏิบัติการนี้จะมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา และถ้าหากมีการเปิดใช้งานในเครือข่าย 3G พร้อมกับเปิด Wi-Fi ควบคู่กันไปด้วยแล้วอาจจะทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วขึ้นกว่าการใช้งานปกติได้ แนะนำให้ปิดการเชื่อมต่อถ้าไม่ได้ใช้งานจะช่วยยืดอายุของแบตเตอรี่ได้นานขึ้น
อุปกรณ์เสริม
สำหรับชุดอุปกรณ์ที่มีอยู่ในกล่องประกอบด้วยตัวเครื่อง Samsung Galaxy Tab 10.1 พร้อมแบตเตอรี่แบบ Li-Polymer ความจุ 6,800 mAh, สายดาต้าลิงค์เชื่อมต่อ microUSB, ชุดชาร์จไฟแบตเตอรี่ AC Adapter, ชุดหูฟังสเตอริโอ, การ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD Card และคู่มือการใช้งานเบื้องต้น
สำหรับ Samsung Galaxy Tab ถือว่าเป็นนวัตกรรมแห่งโลกการสื่อสารที่เป็นมากกว่ามือถือ รองรับการใช้งานแบบ On the go ทั้งแบบ Working on the go และ Entertainment on the go สามารถตอบสนองการใช้งานของผู้ที่ชื่นชอบใช้ระบบสื่อสาร และการเชื่อมต่อเข้าอินเทอร์เน็ตไว้ในเครื่องเดียวกัน รวมไปถึงการอัปเดต Social Network ที่ใช้งานได้อย่างดี โดยรวมแล้วถือเป็นอุปกรณ์สมาร์ทมีเดียในแบบ All in one device ที่น่าสนใจรุ่นหนึ่งเลยทีเดียว
อ่านเพิ่มเติมได้ในนิตยสาร First Mobile Vol. 111... |